School Profiles

ขับรถยนต์ท่องเที่ยว

ขับรถยนต์ท่องเที่ยวให้สนุก ควรรู้จักการตรวจสภาพยางรถยนต์เบื้องต้น

การท่องเที่ยวในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คเกอร์ที่อาศัยการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง หรืออาจจะเป็นการเดินทางด้วยรถของตนเอง ซึ่งถ้าหากเป็นการเดินทางด้วยรถส่วนตัวของตนเองแล้ว ความรู้สำคัญ ๆ ที่ควรรู้ไว้ ก็คือการตรวจสอบสภาพรถเบื้องต้น อันได้แก่ การตรวจสภาพยางรถยนต์ เพราะการขับรถเป็นระยะทางไกล ๆ นั้น แน่นอนว่าความปลอดภัยในการขับขี่เป็นเรื่องสำคัญมาก นอกจากสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ที่ต้องเตรียมพร้อมให้สมบูรณ์แล้ว สภาพความพร้อมของยวดยานพาหนะ ล้อและยางรถยนต์ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลักการวิธีการตรวจสอบยางรถยนต์นั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ได้ดังนี้ 1.ควรปิดจุกลมยางให้สนิท และควรเปลี่ยนจุกยางเป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้มีลมยางรั่วผ่านจุกออกมาได้ 2.ควรสลับยางที่ใช้เป็นครั้งคราว เพื่อให้ยางทั้งสี่ล้อเกิดความสมดุล 3.หมั่นคอยตรวจสอบแรงดันลมยางให้มีค่าตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ 4.เติมปริมาณลมยางให้มีความเหมาะสมต่อการขับขี่ 5.หมั่นตรวจเช็คยางอะไหล่ให้สามารถพร้อมใช้งานได้อยู่เสมอ 6.คอยตรวจสอบ และหมั่นสังเกตสภาพยางรถยนต์อยู่เสมอ หากพบว่ายางเสื่อม ให้ทำการเปลี่ยนยางชุดนั้น 7.นำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเพื่อการถ่วงและการตั้งศูนย์ล้อให้เหมาะสมแก่การใช้งาน นอกจากการเรียนรู้วิธีการเช็คสภาพยางเบื้องต้นแล้ว การรู้จักวิธีการเลือกยางที่มีประสิทธิภาพก็เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่ควรรู้ เนื่องจากยางแต่ละเส้นนั้นต่างก็มีอายุการใช้งานที่จำกัด ดังนั้นการเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเลือกยางให้เหมาะสมในการใช้งานกับรถแต่ละคัน ตลอดจนการรู้จักกับยางยี่ห้อต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นตัวเลือกในการเลือกซื้อยางครั้งต่อไปก็เป็นข้อมูลที่ควรรู้ไว้ ซึ่งวิธีเลือกซื้อยางที่ดีและเหมาะสม มีดังนี้ 1.เลือกขนาดยางรถยนต์เดียวกันกับยางที่ใส่มากับรถจากโรงงานหากคุณยังใช้ล้อชุดเดิม 2.เลือกยางที่มีโครงสร้างยาง ไม่ว่าจะเป็นความลึกของดอกยาง และลักษณะรูปแบบของดอกยางให้เหมาะสมต่อการใช้งาน 3.เวลาเปลี่ยนยางให้เลือกเปลี่ยนเป็นคู่ ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด 4.อายุของยางที่ซื้อ ควรเลือกยางที่ผลิตมาไม่นานมากจนเกินไป เพราะระยะเวลาที่ผ่านไปมีผลต่อประสิทธิภาพของยางที่ลดลง 5.เลือกยางที่มีดัชนีน้ำหนักบรรทุกเหมาะสมต่อการใช้งาน เช่น ดูจากอายุการใช้งานของรถ และรูปแบบการขับขี่ของตนเองว่าเป็นคนที่ชอบขับรถเรื่อย…
Read more

Online Study

เรียนออนไลน์ ดีอย่างไร 2019

ในปัจจุบันการศึกษาไทยได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างสูงทั้งทางตัวบุคคลและทางเทคโนโลยีที่ใช้เป็นสื่อกลางในการเรียนการสอนระหว่างคุณครูและนักเรียน การเรียนออนไลน์หมายถึง การเรียนหนังสือผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตผ่านบนเว็บไซต์เรียนออนไลน์ซึ่งในสมัยนี้มหาลัยได้มีการจัดเตรียมการลงทะเบียนเรียนออนไลน์ไว้ให้กับนักศึกษาที่ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ไม่มีเวลาที่จะมาลงเรียนภาคปกติกับเพื่อนๆได้ จึงได้มีการคิดค้นให้มีการสร้างระบบการศึกษาออนไลน์ขึ้นมาเพื่อกลุ่มเหล่านี้ ค่าใช้จ่ายในการศึกษานั้นไม่แพงเท่ากับคนที่มาเรียนภาคปกติอาจจะมีเพียงแค่ การลงทะเบียนเรียนออนไลน์และ ไปที่มหาลัยหรือสั่งหนังสือเรียนมาไว้เพื่อศึกษาดูตามตารางการสอนออนไลน์สามารถสั่งทางอินเทอร์เน็ตบนช่องทางของเว็บไซต์มหาลัยได้ง่ายๆเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่คนที่ต้องทำงานไม่มีเวลาว่าง สามารถรอรับหนังสือได้จากไปรษณีย์ การศึกษาไทยได้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มเป้าหมายให้ตรงกับคนทุกกลุ่มและบางมหาลัยที่มีระบบเรียนออนไลน์ได้เปิดโอกาสให้แก่บุคคนที่มีความต้องการที่จะเรียนหนังสือแต่ไม่มีค่าเทอมที่เพียงพอและต้องใช้เวลาที่จะนำมาเรียนหนังสือไปทำงานแทน การมีระบบการเรียนออนไลน์นั้นถือเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้ทุกคนที่ไม่มีโฮกาสได้เรียนเหมือนคนอื่น ๆ ได้ก้าวเข้ามาสู่การเป็นนักศึกษาเพื่อทำให้ตัวเองนั้นมีวุฒิการศึกษาและมีการพัฒนาความรู้ในด้านการศึกษาที่เพิ่มขึ้น การเรียนออนไลน์จึงทำให้ใครหลายคนต้องการศึกษาและเป็นสิ่งที่กลุ่มคนที่ไม่มีโอกาสได้โอกาสที่จะเรียนหนังสือเพื่อเสริมสร้างศักดิ์ภาพของตัวเองให้สูงขึ้นดังนั้นถึงแม้จะมีระบบการเรียนออนไลน์เข้ามาตัวคุณเองก็ต้องมั่นเพียรและขยันที่จะตั่งใจเพราะการเรียนออนไลน์เป็นเพียงการเรียนผ่านจอคอมพิวเตอร์อาจจะมีข้อสงสัยและเข้าใจยากมากกว่าการเรียนตัวต่อตัวเหมือนคนอื่น ๆแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่ที่ความพยายามของตัวคุณเองเพราะทางมหาลัยและการศึกษาไทยได้เปิดโอกาสนี้ให้แก่พวกทุกคนแล้วเมื่อมีโอกาสก็ควรจะรีบไขว่คว้า

ทำไมเด็กไทยถึงชอบโดดเรียน

ทำไมเด็กไทยถึงชอบโดดเรียน คำถามที่หน้าชวนคิด?

หลายคนเคยสงสัยใหมว่าทำไมเด็กไทยถึงชอบโดดเรียนทั้ง ๆที่โรงเรียนเป็นสถานที่เด็กบางกลุ่มนั้นอยากไปทุกวันๆ แต่จะมีคนบางกลุ่ม ที่ไม่อยากไป คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายอยู่ในสังคมซึ่งหลายคนก็ตอบไม่ได้ว่าทำไม เพราะอะไร เด็กไทยบางกลุ่มถึงไม่อยากไปโรงเรียน แต่วันนี้เรามีคำตอบ             การศึกษาในสมัยยุครุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเรา ก็จะมีชั้นเรียนที่สูงสุด คือ ป.6หรือป.7  แต่ ณ ปัจจุบันจะมีถึง ปริญญาตรี เป็นเวลาอันยาวนานมาก ๆ ที่จะเรียนจบ และการสมัครงานที่ใครหลายคนก็รู้ว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะช่วยให้คุณได้หน้าที่การงานทีดี และที่สำคัญคือ ใบปริญญา ซึ่งบางบริษัทไม่ได้คำนึงถึงประสบการณ์ความสามารถ เพราะหลายคนที่ไม่โอกาสที่ได้เรียนได้รับการศึกษาที่สูงนั้นก็มีอยู่มากแต่พวกเขาเหล่านี้หลายคนเช่นกันที่มีประสบการณ์และความสามารถที่มากกว่าคนที่เรียนจบปริญญาเช่นกัน             เพราะการศึกษาไทยบังคับและมีการเรียนการสอนที่กดดันและมากจนเกินไปสำหรับเด็กบางคน เด็กแต่ละคนนั้นมีลักษณะนิสัยและความต้องการที่ไม่เหมือนกันเพราะบางคนอาจจะรับได้ทุกสถานณ์ชอบในการเรียนแบบอ่านหนังสืออยู่กับหนังสือ แต่เด็กบางคนจะชอบการเรียนแบบในแนวทางปฏิบัติเช่นนี้จึงทำให้เด็กบางกลุ่มที่ชอบโดดคาบเรียนออกไปข้างนอกเพราะบางวิชาที่อาจารย์นั้นทั้งเข็มและสั่งงานที่เยอะหรือสอนไปเด็กไม่เข้าใจแต่ถามไปก็หมดเวลา             อย่างเช่นปัจจุบันมักจะมีเหล่าอาจารย์ที่ทำให้เด็กหลายคนไม่อยากเรียนด้วยเพราะ ในคาบเรียนจะเรียนคาบละ 1ชั่วโมงหรือ1ชั่วโมง30นาที แต่มักจะให้แบบทดสอบในช่วง5นาทีสุดท้ายแล้วเร่งให้เด็กทำเด็กบางคนต้องใช้เวลาในการทำจึงเกิดความกดดันทำให้เด็กไม่ชอบอาจารย์บ้าง ไม่อยากเรียนบ้าง พอถึงคาบก็อยากจะโดดเรียนบ้าง อาจารย์หลายท่านต้องลองเปลี่ยนแนวทางการสอนใหม่หากเป็นเช่นนี้ ต่อไปการศึกไทยก็คงไม่ได้มีประโยชน์มากพอสำหรับเด็กสมัยใหม่เพราะเด็กสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะรักการศึกษาในแนวปฏิบัติ

การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร

คำในภาษาไทยหลายคำมีความหมายใกล้เคียงกัน บางคำอาจใช้แทนกันได้ ขณะที่บางคำใช้แทนกันไม่ได้ เช่น คำว่า มอง จ้อง เพ่ง เล็ง ชม้อย ชม้าย เมียง เมิน เหลือบ เหลียว ยล เป็นชุดคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ลักษณะอาการต่างกัน ดังนั้นการใช้คำจึงต้องเลือกใช้ให้ตรงตามความหมาย    ความหมายโดยนัย คือ ความหมายเชิงเปรียบเทียบหรือมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น มีความหมายแฝงในคำ สามารถสื่ออารมณ์แก่ผู้อ่านได้มาก จึงนิยมนำไปใช้เป็นความเปรียบ แต่ต้องเป็นที่เข้าใจตรงกัน เช่น          ส.ส. คนนี้วางมือทางการเมืองแล้ว คำว่า วางมือ หมายถึง เลิกยุ่งเกี่ยว การเลือกใช้คำให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล    มีข้อสังเกต ดังนี้   1. ใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคล เพื่อให้เกียรติตามฐานะ เช่น        เจ้าอาวาสอาพาธอยู่ที่โรงพยาบาล      – อาพาธ ใช้กับพระสงฆ์        ยายนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล            – ป่วย ใช้กับบุคคลธรรมดา  …
Read more